พื้นที่ศึกษาของโครงการ  
     

          พื้นที่ศึกษาของโครงการได้แก่พื้นที่แถบอำเภอตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ และแถบอำเภอทางตะวันตกของจังหวัดลำพูน หรือพื้นที่สองข้างลุ่มน้ำแม่ปิงช่วงใต้เมืองเชียงใหม่ และสองข้างลุ่มน้ำลี้ ประกอบด้วย อำเภอหางดง สันป่าตอง ดอยหล่อ จอมทอง และฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองตอนใต้ ป่าซาง เวียงหนองล่อง บ้านโฮ่ง และลี้ จังหวัดลำพูน รวม 10 อำเภอใน 2 จังหวัดมีพื้นที่รวมกันมากกว่า 5,500 ตร.กม.ประชากรรวมกันมากกว่า 443,000 คน โดยมีอำเภอฮอด กับอำเภอลี้เป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุด แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภูเขาสูง

          พื้นที่บริเวณนี้ พญากาวิละได้รวบรวมผู้คนจากดินแดนใกล้เคียง มาตั้งหมู่บ้านและเมืองขึ้นใหม่หลังชนะศึกพม่าเมื่อกว่า 200 ปีมาแล้ว ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ อันได้แก่
          ลัวะ (ชนพื้นเมืองเดิม)
          ไตยวน (คนเมือง)
          ไตลื้อจากสิบสองปันนา
          ไตเขินจากเชียงตุง
          ไตยองจากเมืองยอง
          ไตใหญ่หรือเงี้ยวจากรัฐฉาน

          ผู้คนเหล่านี้ได้ถูกจัดแบ่งให้อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ถ้าเป็นระดับเจ้านาย ช่างฝีมือ ก็ให้อยู่ในพื้นที่เมืองหรือใกล้เมือง ถ้าเป็นระดับชาวบ้าน ก็ให้ออกไปตั้งหมู่บ้านท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตามหมู่บ้านหรือเมืองเดิมที่ถูกเทครัวมา โดยนำภูมิปัญญาและคติความเชื่อจากถิ่นเดิม มาปรับใช้ในสภาพแวดล้อมใหม่   

 

สภาพภูมิประเทศ
 

          สภาพภูมิประเทศของหมู่บ้านและเมืองในพื้นที่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน ตอนล่างนั้น มีที่ราบลุ่มแม่น้ำที่กว้างใหญ่และอุดมสมบูรณ์กว่าพื้นที่ตอนบนของแอ่งและมักเลือกตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่สัน ริมแม่น้ำปิง แม่น้ำกวง และแม่น้ำสาขาต่างๆ  ขนาดชุมชนจะสัมพันธุ์กับขนาดของพื้นที่ ถ้าเป็นที่สันต่อเนื่องกันเป็นผืนใหญ่ ก็จะมีหลายหมู่บ้านและรวมกันขึ้นเป็นเมือง แต่ถ้าที่สันนั้นขนาดเล็กก็จะเป็นเพียงหมู่บ้านสลับกับทุ่งนา แล้วจึงเป็นหมู่บ้านอื่นๆ เรียงต่อกันไปเป็นแนวยาว ด้วยที่สันนั้นเกิดจากการทับถมของดินตะกอนบริเวณริมแม่น้ำเมื่อน้ำหลากท่วม จนกลายเป็นเนินดินที่น้ำท่วมไม่ถึงเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานในวิถีชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรมซึ่งมีถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่
          พื้นที่ รูปแบบการตั้งถิ่นฐานของ บ้านสัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ บ้านสัน แบบเกาะกลุ่ม (Cluster)และ บ้านสันแบบเกาะตัวเป็นแนวยาว (Linear) มีเพียงร้อยละ 20 ของพื้นที่ที่เป็นบ้านเชิงดอยที่ตั้งอยู่บริเวณขอบของที่ราบ เพื่อรักษาที่ราบลุ่มแม่น้ำที่มีอยู่จำกัดนั้นไว้ทำนา หมู่บ้านและเมืองประเภทนี้ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณหุบเขาทางตอนล่างสุดของแอ่ง เช่น เมืองฮอด เมืองลี้
          มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของ บ้านเชิงดอย แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ บ้านเชิงดอย แบบเกาะกลุ่ม (Cluster)และ บ้านเชิงดอยแบบเกาะตัวเป็นแนวยาว (Linear)
          โดยมีคติความเชื่อเรื่องผีและพุทธศาสนาเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการจัดวางองค์ประกอบทางกายภาพของหมู่บ้านและเมือง คติความเชื่อเรื่องผีของคนลัวะและคนไตในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำหน้าดูแลและปกปักรักษาหมู่บ้านและเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข อยู่รอดปลอดภัย ในนามของเสื้อบ้าน เสื้อเมือง (ผีควบเมือง) ใจบ้าน ใจเมือง เพื่อยึดโยงผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันได้ ส่วนคติความเชื่อในพุทธศาสนา ได้ปรากฏวัดระดับหมู่บ้าน วัดระดับเมือง รวมทั้งวัดสำคัญของแอ่งที่คนจำนวนมากให้ความเคารพนับถือ ความเชื่อนี้อ้างอิงได้จากตำนานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งกล่าวถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าในดินแดนล้านนา ที่ได้ทรงประทาน พระธาตุและรอยพระบาทไว้ตามหมู่บ้านและเมืองสำคัญ ทำให้ผู้คนมีตัวตนร่วมกัน มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจและศรัทธาร่มกัน อันนำมาซึ่งความสงบสุขของคนในสังคม


 
 
          การกำหนดตำแหน่งของเสื้อบ้าน เสื้อเมืองจะเลือกที่ตั้งในดงไม้ใหญ่ เพราะเป็นที่สถิตของเทวดา อารักษ์ ส่วนใจบ้าน ใจเมือง จะเลือกที่ตั้งบริเวณศูนย์กลางหมู่บ้าน หรือศูนย์กลางเมือง ส่วนวัดประจำหมู่บ้านจะเลือกที่เนินที่สะดวกแก่การเข้าถึง หรืออยู่บริเวณ “หัวบ้าน” ซึ่งเป็นมงคล โดยนิยมหันหน้าวัดไปทางทิศตะวันออก ถ้าเป็นวัดประจำเมืองจะเลือกตั้งบนพื้นที่บริเวณบ้านหลวงของเมืองนั้น ส่วนวัดพระธาตุ หรือวัดพระบาท มักเลือกที่ตั้งบริเวณบ้านหลวง หรือบริเวณดอยหลวงซึ่งถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ บางหมู่บ้านหรือบางเมืองยังคงรักษาคติความเชื่อในการกำหนดตำแหน่งของหมู่บ้านและเมืองเรื่อง “หัวบ้าน-หัวเวียง” “หางบ้าน-หางวียง” “ใจบ้าน-ใจเมือง” “ประตูหมู่บ้าน-ประตูเวียง” อีกด้วย           วิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรม ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มีชีวิตที่เรียบง่ายแบบสังคมชนบท ด้วยการทำนาเพื่อให้มีข้าวกินตลอดปี ปลูกพืชผักสวนครัวและเก็บของป่าเป็นอาหาร มีสวนไม้ผลไว้กินและขาย เลี้ยงไก่หมู วัว ควาย ไว้กิน ใช้งานและขาย ทำงานหัตถกรรมไว้ใช้งาน ซึ่งหมู่บ้านและเมืองในพื้นที่ได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับวิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมอย่างลงตัว